top of page
Cover Web ยุวชนคนเกษตร (1).png

คำถามที่พบบ่อย

การสมัครเรียน

 

1. เปิดรับสมัครนักศึกษาเพื่อศึกษาต่อระดับใดบ้าง

  • ระดับปริญญาตรี (โครงการความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร)
     

  • ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส. โครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร)
     

  • ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช. โครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร และ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุบลราชธานี)

2. คุณสมบัติของผู้สมัครเป็นอย่างไร

  • ผู้สมัคร ระดับปริญญาตรี : เป็นผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (มัธยมศึกษาตอนปลาย) หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรอื่นที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่า    
        

  • ผู้สมัคร ระดับ ปวส. : เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือระดับชั้นมัธยมปลาย (ม. 6) หรือประกาศนียบัตรอื่นที่กระทรวงศึกษาธิการเทียบเท่า   
     

  • ผู้สมัคร ระดับ ปวช. : เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น(ม.3) หรือเทียบเท่า

3. มีช่องทางรับสมัครอย่างไรบ้าง

  • กรอกใบสมัครทาง Facebook ยุวชนคนเกษตร หรือ เว็บไซต์ของ ยุวชนคนเกษตร    
        

  • กรอกใบสมัครส่งผ่านเครือข่าย มูลนิธิ BCL (Download ใบสมัครได้จากเว็บไซด์)  

4. หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครเรียนเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ใด

  • ทางเว็บไซต์ยุวชนคนเกษตร หรือ Facebook ยุวชนคนเกษตร     
        

เกี่ยวกับที่พัก การเดินทางและความเป็นอยู่

1. มูลนิธิ BCL จัดหาที่พักระหว่างเรียนให้นักศึกษาหรือไม่

  • นักศึกษาในโครงการทุกคน จะต้องพักอาศัยอยู่ในที่พัก ที่ทางโครงการฯจัดเตรียมให้ 

  • ในแต่ละศูนย์การเรียนรู้ จะมีการจัดที่พักพร้อมอุปกรณ์เครื่องนอน แยกส่วนระหว่างนักศึกษาชาย-หญิง โดยจะเป็นที่พักรวมไม่มีห้องพักส่วนตัว

  • นักศึกษาจะต้องรับผิดชอบดูแล เรื่องความสะอาดต่อของใช้ส่วนตัว (เช่น เสื้อผ้า เครื่องนอน บริเวณที่นอน) ด้วยตัวเอง และจะได้รับการมอบหมายให้ดูและพื้นที่ส่วนรวม (เช่น ห้องนอน ห้องนำ อาคารที่พัก เป็นต้น) สลับกันไป

2. ค่าใช้จ่ายที่พักเป็นเท่าไหร่

  • ทางมูลนิธิ BCLจัดเตรียมที่พักในแต่ละศูนย์บ่มเพาะการเรียนรู้ให้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

3. สิ่งใดบ้างที่จะต้องนำติดตัวไป เพื่อเข้าศูนย์การเรียนรู้

  1. เสื้อผ้า ชุดลำลอง 4 ชุด (ควรเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย, ไม่รัดรูป, ไม่บาง, ไม่ใช่เสื้อแขนกุดหรือกระโปรงสั้น) ชุดนอน 4 ชุด ชุดกีฬา 2 ชุด และชุดชั้นใน

  2. เสื้อกันหนาว หรืออุปกรณ์กันหนาว

  3. หมวกใช้ในการลงฟาร์ม

  4. รองเท้าผ้าใบ​ +  ถุงเท้า

  5. รองเท้าแตะ

  6. ผ้าเช็ดตัว, ผ้าเช็ดหน้า

  7. ของใช้ส่วนตัว เช่น​ สบู่​ แชมพู​ ยาสีฟัน​ ผ้าอนามัย ฯลฯ

  8. สมุดบันทึกส่วนตัว, ปากกาหรือดินสอ​

  9. แม่กุญแจ พร้อมลูกกุญแจสำหรับล็อกตู้เก็บของส่วนตัว

  10. ยาประจำตัวที่ต้องใช้

**** ห้าม นำสิ่งของมีค่า เครื่องประดับ  ติดตัวมา  

**** อื่นๆ นอกเหนือจากรายการข้างต้น ห้ามนำมา ยกเว้นจะได้รับอนุญาตจากผอ. หรือผู้ดูแลโครงการ

4. ค่าใช้จ่ายสำหรับของใช้ส่วนตัวระหว่างการศึกษาจะเป็นอย่างไร

 

  • ตั้งแต่เดือนที่ 3 เป็นต้นไป นักศึกษาสามารถเบิกเงินเบี้ยเลี้ยงเพื่อใช้จ่ายในสิ่งของจำเป็นส่วนตัว (ที่ศูนย์บ่มเพาะฯ จ.สกลนคร จะเป็นการให้วงเงินเพื่อเบิกของจากสหกรณ์) เบิกจากมูลนิธิ BCL ได้ตามจริง โดยไม่เกินจำนวนสูงสุดที่มูลนิธิฯ กำหนดไว้ (500 บาทต่อเดือน)
    ในแต่ละเดือนยอดการเบิกแต่ละครั้ง จะถูกรวบรวม และนำไปหักกับรายได้ผลตอบแทนสะสม จากผลผลิตทางการเกษตรที่นักศึกษาทำได้

5. สามารถเลือกสถานที่พักเองได้หรือไม่

  • เมื่อนักศึกษาเดินทางถึงศูนย์บ่มเพาะและการเรียนรู้ ครูพี่เลี้ยง หรือพี่Supervisor หรือรุ่นพี่ที่ได้รับมอบหมาย จะเป็นผู้กำหนด
    และแนะนำสถานที่พัก ที่นอนให้กับนักศึกษา 

  • โครงการฯ ไม่อนุญาตให้นักศึกษาพักในสถานที่อื่นที่ไม่ได้กำหนดโดยโครงการ และไม่อนุญาตให้นักศึกษาเดินทางไป-กลับ

6. เริ่มเรียนที่ไหน และจะเดินทางอย่างไร

  • นักศึกษาในโครงการทุกคน และทุกระดับการศึกษาจะเริ่มเรียนที่ศูนย์บ่มเพาะและศูนย์การเรียนรู้ที่ทางมูลนิธิฯกำหนด
    ซึ่งปัจจุบันคือที่ ศูนย์บ่มเพาะมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จ.สกลนคร และศูนย์บ่มเพาะวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร

     

  • นักศึกษาจะใช้เวลาที่ศูนย์บ่มเพาะฯ 3-4 เดือนโดยประมาณ จึงจะมีการย้ายศูนย์ ไปยังศูนย์การเรียนรู้อื่น ๆ ต่อไป โดยจะพิจารณาจาก
    ความสามารถในการพัฒนา และการปรับตัวของนักศึกษา ความเหมาะสมของกิจกรรมการเกษตรตามฤดูกาล แผนการเรียนรู้และการพัฒนา
    Hard Skill และ Soft Skill เป็นต้น

  • การเดินทางและค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งแรก จากภูมิลำเนาของนักศึกษา มายังศูนย์บ่มเพาะและศูนย์การเรียนรู้ที่มูลนิธิ BCL กำหนด
    พิจารณาตามเงื่อนไขและเหตุอันสมควร เช่น ความรับผิดชอบจากหน่วยงานฯ กรณีที่ทางโรงเรียนหรือหน่วยงานภาครัฐ เป็นผู้ดูแลประสานการส่งตัวนักศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ฯ เป็นผู้รับผิดชอบตามที่ตกลงกัน
    หรือกรณีนักศึกษาและผู้ปกครอง สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการเดินทางครั้งแรกได้เอง

  • การเดินทางและค่าใช้จ่ายในการหมุนเวียน เพื่อไปเรียนรู้ทักษะในแต่ศูนย์ฯ จะรับผิดชอบโดยมูลนิธิ BCL และความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

     

7. ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด19 และการป้องกันโรคตามข้อกำหนดของทางราชการ จะมีผลต่อการเดินทาง
อย่างไร และที่เรียนเป็นอย่างไรบ้าง  

  • ในปัจจุบันที่ศูนย์บ่มเพาะและการเรียนรู้อยู่ที่จังหวัดสกลนคร  นักศึกษาที่ฉีดวัคซีนครบทั้ง 2 เข็มเกิน 1 สัปดาห์ สามารถเดินทางเข้าเขตจังหวัดสกลนครโดยไม่ต้องมีการกักตัว

     

  • นักศึกษาที่อยู่ในศูนย์บ่มเพาะและศูนย์การเรียนรู้ที่จังหวัดสกลนคร จะพำนักและทำกิจกรรการเรียนรู้ต่าง ๆ ในเขตมหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนครเท่านั้น นักศึกษาจะเดินทางออกนอนศูนย์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ดูแลที่มีอำนาจสั่งการ ไม่ได้โดยเด็จขาด

  • การปฏิบัติตัว การคัดกรอง ของนักศึกษา สำหรับการเดินทางที่จะไปเรียนรู้ในแต่ละศูนย์การเรียนรู้ จะขึ้นอยู่กับ ข้อกำหนดของแต่ละจังหวัด
    ณ เวลาขณะนั้น 

8. อาหารการกินใครรับผิดชอบเรื่องการจัดหา และจัดทำ

  • นักศึกษาจะได้รับการมอบหมาย ให้มีการสลับกันทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบ และการทำอาหารทานเองทั้ง 3 มื้อ 

  • กรณีนักศึกษาที่มีข้อจำกัด หรือข้อยกเว้นในการบริโภคอาหารบางประเภท นักศึกษาจะต้องปรึกษาหารือร่วมกัน เพื่อวางแผนการจัดทำ การเตรียมอาหารในแต่ละมื้อ สามารถตอบสนองข้อยกเว้น หรือข้อจำกัดนั้น ๆ ได้ 

อื่นๆ

1. มูลนิธิ BCL มีความช่วยเหลือหลังเรียนจบอย่างไรบ้างหรือไม่

  • นักศึกษาที่เรียนจบตามหลักสูตร จะได้รับเงินปันผลเป็นส่วนแบ่งจากรายได้ของผลผลิตทางการเกษตร ที่จำหน่ายโดยหักต้นทุนการผลิตและส่วนแบ่งเพื่อเป็นกองทุนสนับสนุนการศึกษาของนักศึกษารุ่นต่อ ๆ ไปแล้ว ทั้งนี้เงินปันผลจะขึ้นอยู่กับ คุณภาพ ปริมาณของผลผลิต และผลงานของนักศึกษา

 

  • กรณีที่นักศึกษา อยากหาที่ทำงานด้านการเกษตรเมื่อเรียนจบ ทางมูลนิธิฯ สามารถหางานด้านการเกษตร หรือหาพื้นที่เพื่อทำการเกษตรให้นักศึกษาได้ฝึกการทำงาน หรือฝึกการประกอบการจริงได้

  • นักศึกษาที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ในโปรแกรมที่อยู่ในโครงการ จะได้รับการพิจารณาก่อนนักศึกษาที่สมัครมาภายหลัง จากสถานศึกษาภายนอกโครงการฯ

2. ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปเรียน

  • เนื่องจากการเรียนรู้ของโครงการฯ เน้นในเรื่องการรับผิดชอบตนเอง รู้จักการวางแผน และการใช้ทรัพยากรทุกอย่าง อย่างเห็นคุณค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นักศึกษาในโครงการ จึงควรที่จะฝึกการดูแลตนเอง ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง ความมีระเบียบ การทำงานบ้าน และการช่วยเหลือผู้ปกครองทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่สามารถทำได้  การใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และค้นคว้าหาความรู้เบื้องต้นด้านการทำการเกษตร

  • คุณสมบัติ ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเรียนรู้ในโครงการฯ คือ ความมีมานะ อดทน ตั้งใจ มุ่งมั่นที่เรียนให้จบตามหลักสูตร เพื่อจะนำความรู้ที่ได้
    ไปปฏิบัติได้จริง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และใฝ่รู้อย่างสม่ำเสมอ

3. นักศึกษาด้านการเกษตร ในโครงการของมูลนิธิ BCL มีมาแล้วกี่รุ่น

  • นักศึกษากลุ่ม บุกเบิก ในการใช้กระบวนการเรียนรู้แบบการใช้กิจกรรมปฏิบัติ (Active Learning) และการโค้ช (Coaching) ในปี 2562 จำนวน 8 คน 

  • นักศึกษากลุ่มแรกของการดำเนินโครงการฯ ในปีการศึกษา 2563 (ระดับปวช.) จำนวน 20 คน

  • นักศึกษากลุ่มสองในปีการศึกษา 2564 (ระดับ ปวช. ปวส. และ ป.ตรี)  จำนวน 41 คน

     

bottom of page